หลังจากที่ผมได้เข้ามาถึงที่ญี่ปุ่น ราวๆ วันที่ 5-6 ของเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2550 ผมก็ยังไม่ได้เริ่มเข้าเรียนน่ะครับ ยังต้องมีการตรวจความเรียบร้อยหลายๆด้าน ราวๆสองอาทิตย์ ทั้งหอพัก โรงเรียน ผู้ดูแลในญี่ปุ่น การเดินทางไปซื้อของใช้ในแต่ละวัน และ เรื่องเสื้อผ้า อีกมากมายครับ (ช่วงนี้ โรงเรียนที่นี้เปิดได้ประมาณเดือนกว่าๆแล้วครับ)เมื่อเข้ามาถึงแล้ว ผมก็ต้องไปรายงานตัวให้ทางที่จังหวัดเค้ารับทราบ เซ็นต์ เอกสารทั่วไปให้เรียบร้อย ไปดูโรงเรียน รับเสื้อผ้า uniform ของโรงเรียนมา (มีของฤดูร้อน ใบไม้ร่วง และ ฤดูหนาวครับ) แล้วจะมี อาจารย์พิเศษพาเดินเยี่ยมชมสถานที่ของโรงเรียน (โรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนเอกชนน่ะครับ) มีห้องเรียนพิเศษ พอสมควรอยู่ครับ (ตอนนั้นเป็นตึกเก่าครับ ตอนนี้ย้ายโรงเรียนเป็นตึกใหม่แล้ว) ตึกเก่า ความใหญ่น้อยกว่า เพชรจริกส่วนมัธยม ครับ (นับตอนที่ผมอยู่ ยังมีฝั่งประถมน่ะครับ) ห้องเรียนพิเศษก็จะมี ห้องเรียนดนตรี ,ห้องเรียนศิลปะ แยกเป็นวาดรูป กับ การปั้น , ห้องประชุม , ห้องเรียนพิเศษสำหรับพวกผมสามคน และอีกหลายห้องมากครับ (คงไม่นับห้องเก็บของไปด้วยน่ะครับ) อาจารย์พิเศษ คือ อาจารย์ที่สอนภาษาญี่ปุ่นให้พวกผม3 คนพิเศษครับ มี 3 ท่านด้วยกันครับ อาจารย์ทั้งสามท่านจะสอน ภาษาญี่ปุ่น แต่เนื้อหาการใช้ต่างกันไป โดย อาจารย์แบ่งสอนทักษะ เป็นห้าอย่างครับ มี 1.หลักไวยากรณ์ 2.การฟัง 3.การอ่าน (การอ่าน มักจะเป็น การจำคำศัพท์ใหม่ภายในตัวครับ) 4.การเขียน 5.การสนทนา สิ่งที่ยากที่สุดในบรรดา 5 สิ่งอย่างนี้คือ ไวยากรณ์ ภาษาญี่ปุ่นครับ มีเยอะมากๆ จริงๆ เลือกใช้ก็ยากมาก และ บางตัวจะเปลี่ยนไปตามสมัยด้วยครับ คนเรียนเลยต้อง อินเทรนด์ นิดหนึ่งการเรียนของโรงเรียนที่นี้ที่ผมเรียนอยู่น่ะครับ วิชาการเรียนของเด็กที่นี้ เหมือนของไทยทุกวิชาน่ะครับ แต่ เด็กที่นี้ไม่มีเรียนภาษาไทยน่ะครับ อย่าตกใจไป เค้าเรียน ภาษาของเค้าสิครับ คือภาษาญี่ปุ่นท่านผู้อ่านไม่ต้องตกใจน่ะครับ ยังไงภาษาญี่ปุ่น มีสระ 5 เสียง คือ อะ อิ อุ เอะ และ โอะ ส่วนพยัญชนะ อีกราวๆ 10 เสียง ทำให้การสื่อสารไม่สามารถ ใช้คำศัพท์ได้หลากหลายเหมือน ภาษาไทย อาธิเช่น ถ้าภาษาไทย คำว่า รับประทาน คงเป็น ทาน รับประทาน กิน เสวย เจี๊ยะ หม่ำ อ่ำ และอีกมากมาย แต่ถ้าเป็นภาษาญี่ปุ่น เค้าใช้ได้คำเดียวว่า tabemusu เป็นต้นด้วยเหตุนี้ผมจึงคิดว่า ภาษาคือส่วนหนึ่งจริงๆของการสื่อสาร เพราะคนญี่ปุ่น สื่อได้ชัดเจนมากครับ เพราะมีคำอยู่น้อย ทำให้เข้าใจได้ง่าย และการออกเสียงก็ไม่มีการผิด วรรณยุกต์แน่นอน เพราะไม่มีการผันเข้าถึงเรื่องวิชาต่อน่ะครับ โรงเรียนของผมเข้าเรียน 8.30 a.m.-3.25 p.m. ครับ ในระยะเวลา 1 วันก็จะมี หกคาบ คาบละ 50 นาที และช่วงเว้นคาบอีก 10 นาทีครับ และบางวันอาจมี คาบพิเศษคือ คาบที่ 7 ด้วยครับอาจทำให้เลยเวลาไปอีก 1 ชม.โรงเรียนที่ผมเรียน มี 3 เทอม น่ะครับ และในช่วงแรกๆ ภาษาญี่ปุ่นของพวกผมยังไม่ได้เลย เลยจึงสามารถได้ลงเรียนวิชาตามหลักสูตรของเค้า แค่ ภาษาอังกฤษ (หลัก - เสริม) ดนตรี พละ ในภาคเรียนที่ 1 ครับ ส่วนเวลาที่เหลือ ก็ไปเรียนภาษาญี่ปุ่นห้องเรียนพิเศษครับ พอเข้าเทอมที่สอง ผมก็ได้ลงวิชา คณิตศาสตร์ และ ตอนนี้เทอมที่สาม ผมได้ลงวิชา วิทยาศาสตร์ครับ หลักสูตรในประเทศญี่ปุ่น ทำพวกผมไม่ค่อยเครียดเท่าไรครับ เพราะหลักสูตรทั้งหมด ผมผ่านมาในม.ต้น หมดแล้ว เหมือนเป็นการทบทวนไปในตัว ใน ม.ปลายของญี่ปุ่น หลักสูตรที่ต้องเรียนทั้งหมด ในวิชา คณิตศาสตร์ กับ วิทยาศาสตร์ นะครับ คงถึงเกือบๆ แค่ ม.5 ของประเทศไทย แต่ ภาษาอังกฤษ คงราวๆ ม.2-3 ของประเทศไทยครับ ด้วยเหตุนี้แล้ว ผมจึงขอแนะนำเพื่อนๆเลยน่ะครับ ถ้าอยากเรียนต่อ หรือทำงานไหนๆในด้านญี่ปุ่น เพื่อนๆควรเรียน 2 อย่างเท่านั้นที่จะมีผลประโยชน์มากที่สุดกับเพื่อนๆ คือ 1.ภาษา วัฒนธรรม ญี่ปุ่น เพื่อได้ใช้ประโยชน์จริงๆ 2.หุ่นยนต์ หรือ วิศวะกรรมคอมพิวเตอร์ หรือ เครื่องจักร ครับ นอกจากที่ผมแนะนำไปแล้ว คณะที่เหลือยังไม่ค่อยอยากแนะนำเท่าไรครับ เพราะญี่ปุ่น ยังตามหลัง หลายๆประเทศอยู่ ในด้านคณะอื่นๆ อาธิเช่น หมอ เภสัช แฟชั่น เป็นต้นครับ (เป็นแค่การแนะนำน่ะครับ ไม่อยากให้คนอ่านมองเป็นแง่ลบ ไป) การศึกษาที่นี้น่ะครับ เราสามารถ แยกแผนการเรียนได้ตอน ขึ้น ปีที่สอง หรือ ม.5 ซึ่งเราได้ทำการเลือกกันแล้วครับ มีทั้งหมด 3 แผนน่ะครับในโรงเรียนนี้คือ ศิลป์ , วิทย์-เคมี และ วิทย์-ฟิสิกส์ครับ ไม่ต้องเดาน่ะครับผมเลือกแผนอ่ะไร ห้าห้า แน่นอนครับ ผมเลือกแผนศิลป์ไปแล้ว ส่วนเพื่อนๆผมอีกสองคน เลือกเหมือนกันคือ วิทย์-ฟิสิกส์ ครับ การเรียนที่นี้น่ะครับเพื่อนๆ ห้ามหยุด ห้ามสาย ห้ามขาด โทรถึงบ้าน หายป่วยแล้ว แม้เหลือเรียน 1-2 คาบ ก็ต้องมาทันที ออกจะหนักไปหน่อยน่ะครับสำหรับพวกผม เพราะเราไม่สามารถปรับสภาพได้ดี ตอนนี้ผมหยุดได้ สามวันแล้วครับ ตั้งแต่ปีที่แล้ว ผมถือว่าน้อยน่ะ ยังไม่เท่าผมอยู่ไทย (5555) ^_^ ทุกๆ วันเราไม่มีรถสองแถวไปโรงเรียนเหมือนโรงเรียนสาธิตเทศบาลวัดเพชรจริกน่ะครับ เพราะ โรงเรียนผม Hiso กว่านั้น เค้ามีรถผูกก็ว่าได้ แต่เป็น รถบัสโรงเรียนครับ (ใหญ่เท่ารถทัวร์ไปกรุงเทพเลยคับเพื่อนๆ O_o) มีทั้งหมด 12 คัน รับส่ง เด็กไปโรงเรียนเท่านั้นครับ (เอกชนต้องเสียเงินอยู่แล้วครับ แต่ผมไม่ทราบรายละเอียดน่ะครับ) กิจกรรมหลังเลิกเรียน เพื่อนๆ คงยังไม่คิดไปไกลน่ะครับ หลังเลิกเรียนทุกวัน เราทุกคน ส่วนใหญ่ของเด็กนักเรียนในญี่ปุ่นน่ะครับ จะมีคลับ หรือ ชมรมเป็นของตัวเองที่โรงเรียนจัดให้เช่น ชมรมการปั้น ชมรมเทนนิส ยูโด ปิงป่อง เคนโด้ ฯลฯ แต่ละชมรมเค้าเล่นกันเอาจริงเอาจังน่ะครับ บางคนอุทิศตัวให้ชมรมเพื่อเป็นตัวแทนของจังหวัดจนไม่เป็นอันเรียนก็มี ส่วนผม ไม่มีชมรมกีฬาครับ ถ้ามีจะไม่มีรถกลับหอ(ฟรี) ถ้าเสียเงินก็เยอะ อีกอย่างเวลาเรียนจะน้อยลง เพราะต้องเข้าทุกวันครับ เสาร์-อาทิตย์ด้วย ส่วนเพื่อนผมสองคนเข้าคลับ ปิงปอง กับ ฟุตบอล บางทีก็ปั่นจักรยานไป-กลับรถบัสประจำทาง 2 ต่อ หรือ อาจารย์ ขับรถมาส่งก็มีครับ (อาจารย์ที่ญี่ปุ่นใจดีมากครับ) แต่คลับเลิกดึกน่ะครับ 2-3 ทุ่ม อาจทำให้เหนื่อยหน่อย โดยเฉพาะเวลาช่วงหิม่ะตก แล้ว เป็นกีฬากลางแจ้ง ยิ่งเหนื่อยใหญ่เลยครับ ผมอยู่ชมรม การช่วยเหลือสังคม นานาชาติน่ะครับ เกี่ยวกับการรับรองเด็กต่างชาติมาศึกษา หรือ การสื่อสารแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทั่วไปเมื่อมีงานต่างชาติมาจัดในพื้นที่ที่ คลับของผมดูแล (นานๆจะได้ออกงานครับ ไม่ต้องเข้าทุกวันด้วย) คราวนี้ผมขอแนบรูป อาจารย์ประจำชั้น กับเพื่อนๆ คลับของผมน่ะครับ (ไว้คราวหน้าจะมาอัพเรื่องกิจกรรมพิเศษน่ะครับ (update 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2552.) |